dna French bulldog
สีเฟรนซ์บูลด็อก

เฟรนช์บูลด็อกเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่มีความหลากหลายในเรื่องของสีขนอย่างมาก สีขนของสุนัขแต่ละตัวถูกควบคุมโดยยีนหลายตัวที่ทำงานร่วมกัน ยีนเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันในโครโมโซม (loci) และมีอัลลีลที่ทำให้เกิดลักษณะสีขนที่หลากหลาย บทความนี้จะอธิบายถึงยีนสำคัญที่ควบคุมสีขนของเฟรนช์บูลด็อกและผลกระทบที่มีต่อลักษณะทางกายภาพ

ยีนที่เกี่ยวข้องกับสีขนในเฟรนช์บูลด็อก

1. A-Locus (Fawn/Sable; Tricolor/Tan Points; Solid Black)

A-Locus ควบคุมการแสดงออกของสีขนที่มีลักษณะเป็นสีครีมหรือฟาวน์ (Fawn) และสีเข้มขึ้นที่เรียกว่าเซเบิล (Sable) นอกจากนี้ยังมีผลต่อสีแบบทริคัลเลอร์ (Tricolor) และลักษณะของสีจุด (Tan Points) โดยสุนัขที่มี A-Locus อาจมีสีขนที่เป็นสีเข้มแบบ Solid Black หรือมีการผสมสีหลายสีในแบบ Tricolor ขึ้นอยู่กับยีนที่มีอยู่ใน Locus อื่น ๆ

2. Albinism (Small Breed Type)

ลักษณะนี้ส่งผลให้เกิดการไม่มีเม็ดสีในขน ผิวหนัง และตา ซึ่งทำให้สุนัขมีลักษณะเป็นอัลบินิซึม (Albino) ขนจะเป็นสีขาวหรือซีดและตาจะเป็นสีชมพูหรือสีฟ้า ซึ่งส่งผลมาจากการกลายพันธุ์ในยีนที่ควบคุมการสร้างเม็ดสี โดยในสายพันธุ์เล็กอย่างเฟรนช์บูลด็อกจะพบการเกิดอัลบินิซึมที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจง

3. B-Locus (Brown/Chocolate/Liver)

B-Locus ควบคุมการสร้างเม็ดสีน้ำตาลหรือช็อกโกแลต ซึ่งมีผลต่อสีขนในสุนัข เฟรนช์บูลด็อกที่มีการกลายพันธุ์ใน B-Locus จะมีขนสีน้ำตาลเข้มหรือสีช็อกโกแลตแทนที่จะเป็นสีดำ

4. Cocoa

Cocoa เป็นลักษณะเฉพาะที่พบในเฟรนช์บูลด็อก ซึ่งเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน HPS3 ทำให้สุนัขมีขนสีโกโก้ ซึ่งเป็นสีน้ำตาลที่เข้มกว่าและแตกต่างจากสีช็อกโกแลตที่เกิดจาก B-Locus

dna French bulldog
ชอคโกแลตเฟรนซ์บลูด็อก

5. D-Locus (Dilute; Blue; Lilac; Champagne)

D-Locus ควบคุมการลดสีของเม็ดสีเมลานินในขน ทำให้สุนัขมีสีขนที่ซีดลง เช่น สีฟ้า (Blue), ไลแลค (Lilac), และแชมเปญ (Champagne) ซึ่งเกิดจากการลดระดับของสีดำหรือสีน้ำตาล

6. E-Locus (Recessive Yellow/Cream and Mask)

E-Locus ส่งผลต่อสีเหลืองหรือครีมในขนของสุนัข การกลายพันธุ์ที่ทำให้เกิดสีเหลืองนี้เป็นลักษณะที่ถ่ายทอดแบบยีนด้อย นอกจากนี้ยังมีผลต่อการแสดงลักษณะ “มาส์ก” ซึ่งเป็นจุดสีเข้มบริเวณใบหน้า

7. H-Locus (Harlequin)

H-Locus ควบคุมการแสดงออกของลวดลายสีขาวและสีดำที่ไม่สมมาตร ซึ่งลักษณะนี้พบในบางพันธุ์ที่มีขนแบบ Harlequin โดยสุนัขจะมีลวดลายสีขาวสลับกับจุดดำขนาดใหญ่

8. K-Locus (Dominant Black)

K-Locus ควบคุมสีดำที่เด่นในสุนัข สุนัขที่มียีนนี้จะมีขนสีดำสนิท ซึ่งเป็นลักษณะสีที่เด่นชัดกว่าสีขนจาก Locus อื่น ๆ

9. Merle

ลักษณะ Merle เป็นลายที่ไม่สม่ำเสมอบนขนของสุนัข โดยเป็นการผสมระหว่างสีอ่อนและสีเข้ม ซึ่งส่งผลให้เกิดลวดลายจุดบนขน และยังอาจมีผลต่อสีตาด้วย

10. S-Locus (Parti, Piebald, or Random White Spotting)

S-Locus ควบคุมการเกิดจุดสีขาวบนตัวสุนัข ซึ่งลักษณะนี้เรียกว่า Piebald หรือ Random White Spotting โดยสุนัขจะมีลักษณะสีขนเป็นพื้นขาวและมีจุดสีตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

dna French bulldog
dna กับ สีของเฟรนซ์บลูด็อก

 

การผสมผสานของยีนที่เกิดจากการผสม หลายๆชั้น ทำให้เกิดสีขนที่หลากหลายในเฟรนช์บูลด็อก

การรวมกันของอัลลีลที่ต่างกันในยีนเหล่านี้ทำให้เฟรนช์บูลด็อกมีสีขนที่แตกต่างกันมาก เช่น:

 • สุนัขที่มี Ay จาก A-Locus และ d จาก D-Locus จะมีสีขน fawn ที่เจือจางจนกลายเป็นสีครีมหรือสีเทาอ่อน

 • สุนัขที่มี b จาก B-Locus และ dd จาก D-Locus จะมีสีขนช็อคโกแลตที่เจือจางจนกลายเป็นสีช็อคโกแลตบลู (lilac)

การตรวจสอบ DNA สำหรับสีขน

การตรวจสอบ DNA สามารถช่วยให้เจ้าของสุนัขและผู้เพาะพันธุ์เข้าใจลักษณะทางพันธุกรรมของสีขนที่สุนัขสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานได้ ตัวอย่างเช่น การทดสอบจากเว็บไซต์ Animal Genetics หรือ Embark ช่วยระบุได้ว่าสุนัขเป็นพาหะของยีนที่ทำให้เกิดสีขนบลู ช็อคโกแลต หรือสีแทน ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับผู้เพาะพันธุ์ที่ต้องการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีสีขนที่ตรงกับความต้องการของตลาด

ข้อมูล DNA เกี่ยวกับสีขนช่วยให้เจ้าของและผู้เพาะพันธุ์สามารถคาดการณ์ได้ว่าสุนัขของพวกเขาจะถ่ายทอดสีขนใดให้กับลูกหลาน ทำให้สามารถวางแผนการเพาะพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น